อกหัก… จะทำยังไงดี 

หากน้องๆ ต้องอกหักแล้วบังเอิญมีสภาพเหมือนบทเพลงข้างต้น สงสัยว่าชีวิตช่วงนั้นคงต้องแย่มากๆ เลยนะคะ แต่อย่างไรก็ตาม จะอกหักหรือโดนหักอก พี่กิ๊กก็อยากจะขอบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมด๊า ธรรมดาสำหรับคนที่อยากมีความรักเพราะความสุขและความทุกข์มันเป็นของคู่กันเสมอ เหมือนสมหวังกับผิดหวัง แต่ทีนี้เราควรมีวิธีการจัดการกับตัวเองอย่างไรดี หากวันหนึ่ง บังเอิญโชคร้ายต้องอกหัก ขึ้นมาจริงๆ

อกหัก… จะทำยังไงดี 

สติต้องมา

ประการแรกเลยนะคะ เมื่อรู้ตัวว่าอกหัก น้องๆ ต้องใจเย็นๆ สูดลมหายใจเข้า-ออกลึกๆ พยายามมี “สติ” เข้าไว้ให้บอกตัวเองนะคะว่า อกหักแค่นี้มันไม่ถึงตายหรอก และประการต่อมา พี่กิ๊กอยากให้น้องๆ พยายามมองอารมณ์อกหักอย่างคนรู้เท่าทันว่า อารมณ์อกหักมันก็เป็นเพียงอารมณ์หนึ่งที่มาเยี่ยมใจของเรา พอเข้ามาเยี่ยมแล้ว วันหนึ่ง เขาก็ต้องจากไป หายไปไม่มีอารมณ์ใด หรือจะมีใครหรอกนะคะ ที่จะอยู่กับเราไปชั่วนิรันดร์ ทุกอย่างในชีวิตของเราทุกคนมันก็แค่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปอารมณ์อกหักก็เช่นเดียวกัน น้องๆ ต้องพยายามอดทนอยู่กับอารมณ์และพยายามรู้ให้เท่าทันอารมณ์ทุกข์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมี “สติ” ให้ได้

ไม่วู่วาม

ดังนั้นเมื่อเรามีสติ เราก็จะไม่วู่วามคิดทำอะไรที่เป็นการทำร้ายตนเองและผู้อื่น ให้ต้องเป็นทุกข์ หลังจากนั้นเมื่อน้องๆ เริ่มมีสติ เราก็ลองมาพิจารณาดูกันนะคะว่า ความรักที่ทำให้เราเป็นทุกข์นั้น มันเป็นความรัก หรือความใคร่กันแน่ ?

รักคือ..

ความรัก คือ ความมีไมตรีจิตต่อกัน มีความเมตตา มีความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญ ไม่คิดมุ่งร้ายอาฆาตพยายบาท เบียดเบียน ส่วนความใคร่นั้น เป็นเรื่องของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตใจ เพราะได้เห็นสิ่งที่น่าปรารถนา เช่น ความใคร่ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส จากสิ่งที่เราประสบพบเห็นในชีวิตประจำวัน เหมือนหนุ่มสาวมาเห็นกัน ก็เกิดความใคร่ปรารถนาจะมีจะได้ในิส่งทีตนต้องการเอามาเป็นของตัว เมื่อได้ตั้งใจก็มีความสบายใจชั่วครู่ชั่วยาม เพลิดเพลินไปกับอารณน์นั้นๆ ซึ่งในภาษาธรรมะท่านเรียกว่า “ราคะ” (คัดลอกมาจากหนังสือ ความรักที่ถูกต้อง พื้นฐานแห่งจิตใจของมนุษย์ ปาฐกถาธรรม โดย พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) หน้า 5)

ความผิดหวัง คาดหวัง ความต้องการ

เพราะฉะนั้น คนที่อกหักทั้งหลายฟันธงได้เลยนะคะว่า ส่วนใหญ่ที่เราเป็นทุกข์ เศร้าโศกเสียใจกัน ก็เพราะเราต่างมีความรักที่ประกอบไปด้วยความใคร่ (ราคะ) เพราะความใคร่นั้น มันจะประกอบไปด้วยความหลง ความคาดหวัง ความปรารถนา ความยิดติดในตัวบุคคล เหมือนขนมหวานที่ฉาบทาไว้ด้วยยาพิษ พอวันหนึ่งความรักหรือคนที่เรารักไม่เป็นไปอย่างที่ใจเราต้องการหรือคาดหวังไว้ ความทุกข์จึงติดตามมาเป็นเงาตามตัว ในทางตรงกันข้าม ความรักที่แท้จริง ที่จะไม่ก่อความทุกข์ให้แก่ตัวเราเองและผู้อื่นเลย ก็คือความรักที่ประกอบด้วยความเมตตานั่นเองค่ะ

เมตตาต่อกัน

ความรักที่ประกอบด้วยความเมตา เป็นความรักที่จะทำให้เราไม่คิดร้าย ไม่พูดร้ายและไม่ทำร้ายใคร ที่สุดของความเมตตาคือ เราจะไม่มีความพยาบาทเกิดขึ้นในใจ แม้ว่าจะมีผู้อื่นคิดร้าย พูดร้าย ทำร้ายเราก็ตาม เป็นความเมตตาที่ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ เป็นเมตตาที่ไม่มีให้แม้แต่กับศัตรู (จากหนังสือ สาระแห่งชีวิตคือรักและเมตตา เขียนโดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก หน้า 70)  ยกตัวอย่างง่ายๆ นะคะ สมมติว่า วันหนึ่งแฟนของเรามาบอกว่าฉันขอเลิกกับเธอนะ เพราะฉันมีคนอื่น ถ้าหากเรารักเขาด้วยความเมตตาจริงๆ แม้ว่าเราจะต้องเสียใจ แต่เราก็จะปล่อยเขาไป ก็ในเมื่อเขาอยุ่กับคนอื่นแล้วเขามีความสุขมากกว่าอยุ่กับเรา เราก็ควรยินดีกับความสุขที่เขามีด้วย

มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราโดนหักอกแล้วชีวิตเราต้องพังทลายเหมือนจะตายลงไปเดี๋ยวนี้ น้องๆ ลองมองย้อนกลับตั้งแต่เราเกิดมานะคะ กี่สิบปีที่เรามีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องมีแฟนคนนี้ แล้วเราจะปล่ยอให้คนๆ หนึ่งที่เราเพิ่งเรียนรู้และรู้จักมาไม่กี่ปี มาเป็นสาเหตุให้ชีวิตของเราต้องพังเลยเหรอค่ะ มันไม่คุ้มกันหรอกค่ะ อย่าลืมนึกถึงความรู้สึกของคุณพ่อ คุณแม่ด้วยนะคะว่าท่านจะเสียใจแค่ไหน ถ้าหากเราคิดสั้นทำอะไรที่ไม่สมควรลงไป เพราะเหตุผลว่าอกหัก

ให้อภัย

และประการสุดท้าย อยากให้น้องๆ ที่อกหักทุกคนมีก็คือ การรู้จักให้อภัย หรือเรียกง่ายๆ ว่ายกโทษให้เขานี่ล่ะค่ะ การรู้จักให้อภัย ถือเป็นการเจริญเมตตาอย่างหนึ่งที่จะทำให้เรา ลด ละ เลิก ความโกรธ ความอาฆาตแค้น พยายาทาทให้ตัวของคนที่เราเคยรักได้ น้องๆ คนใดก็ตามที่ยังรู้สึกเจ็บแค้น เจ็บใจ เพราะถูกทิ้ง พี่กิ๊กขอแนะนำให้รีบเลิกความรู้สึกแบบนี้โดยเร็วนะคะเพราะทุกครั้งที่เรารู้สึกโกรธ รู้สึกแค้น และเจ็บใจ ทุกๆ ครั้ง จิตใจของเราจะร้อนรุ่ม ไม่มีความสุข และนอกจากจะไม่มีความสุขแล้ว ความรู้สึกแบบนี้ยังเป็นการพาจิตของตัวเองลงไปสร้างบ้านสร้างเรือนในอบายภูมิ (คือภพภูมิที่ไม่มีความสุข) อีกด้วย เพราะในทางพุทธศาสนาสอนไว้ว่า ขณะใดก็ตามที่จิตนั้นเต็มไปด้วยความโกรธ ความอาฆาตแค้น พยาบาท จิตนั้นจะเสวยอยู่ในอบายภูมิ มีสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และสัตว์นรก ส่วนคนที่ชอบให้อภัย ชอบเจริญเมตตาแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จิตของคนๆ นั้นก็จะเบิกบาน แจ่มใส และเสวยอยู่ในสิคติถูมิ (คือภูมิของความสุข) ได้อยู่เสมอๆ ดังนั้นสวรรค์ นรกสัมผัสได้ตลอดเวลาในใจของเรา ไม่ต้องรอให้ตายหรอกค่ะ

สรุปแล้ว ไม่มีใครสามารถสรางความทุกข์และความสุขให้เราได้นอกจากตัวของเราเอง “หนักอยู่ที่ถือเบาอยู่ที่วาง” ใครอยากมีความสุข ไม่ต้องอกหักเพราะโดนหักอก ก็รีบปล่อยวางความทุกข์ แล้วรีบพัฒนาจิตของตนให้เป็นผู้ที่มีความรักที่ประกอบได้ด้วยความเมตตาโดยเร็วนะค่ะ

ที่มา http://www.upluz.com/upluznew/

ข่าวที่เกี่ยวข้อง